บทคัดย่อ:เว็บปลอมที่ดูเหมือนจริง

เห็นกำไรในเว็บ แต่ถอนจริงไม่ได้! เหยื่อเทรดทองเสีย 2 ล้าน
เว็บปลอมที่ดูเหมือนจริง
คดีหลอกลงทุนเทรดทองคำกลับมาเป็นสัญญาณเตือนแรงสำหรับนักลงทุนไทย หลัง Bangkokbiznews รายงานเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ว่า หญิงวัย 44 ปีในพื้นที่สมุทรปราการสูญเงินกว่า 2 ล้านบาท จากการลงทุนผ่านเว็บไซต์ที่แอบอ้างเป็นแพลตฟอร์มของธนาคารแห่งหนึ่ง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ Warroom ของศูนย์ประสานตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย หลังพบว่ามีการโอนเงินลงทุนจริงผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยอ้างว่าเป็นการเทรดทองคำบนเว็บไซต์ของธนาคาร
จุดสำคัญคือ เว็บไซต์ดังกล่าวถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเว็บไซต์ปลอม ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าธนาคารเป็นผู้กระทำผิด มิจฉาชีพมักใช้ชื่อและภาพลักษณ์ของสถาบันการเงินจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วดึงเหยื่อเข้าสู่แพลตฟอร์มที่ควบคุมโดยคนร้าย
โอนเงินจริง แต่ถอนเงินไม่ได้
ตามรายงาน ผู้เสียหายยอมรับว่ามีการโอนเงินเพื่อลงทุน แต่เมื่อพยายามถอนเงินกลับไม่สามารถถอนออกได้ เจ้าหน้าที่จึงอธิบายรูปแบบกลโกงให้ทราบ และให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมแจ้งความดำเนินคดี
รูปแบบนี้คล้ายกับกลโกงลงทุนออนไลน์ที่พบซ้ำในหลายคดี คนร้ายเริ่มจากสร้างเว็บไซต์หรือหน้าแพลตฟอร์มให้ดูน่าเชื่อถือ อ้างชื่อธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ หรือองค์กรการเงิน จากนั้นทำให้เหยื่อเห็นตัวเลขกำไรในระบบ
เมื่อเหยื่อเริ่มเชื่อใจและโอนเงินเพิ่ม ปัญหามักเกิดตอนถอนเงิน คนร้ายอาจอ้างค่าธรรมเนียม ภาษี เงื่อนไขบัญชี หรือยอดเทรดขั้นต่ำ เพื่อบีบให้เหยื่อโอนเพิ่มอีก จนสุดท้ายติดต่อไม่ได้
ทองคำถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่คนไทยคุ้นเคย และในช่วงตลาดผันผวน มักถูกมองว่าเป็นทางเลือกป้องกันความเสี่ยง มิจฉาชีพจึงนำคำว่า “เทรดทอง” มาใช้ขายฝัน เพราะดูเข้าใจง่ายและมีภาพของสินทรัพย์จริงรองรับ
แต่การเทรดทองคำที่ถูกต้องต้องมีผู้ให้บริการที่ตรวจสอบได้ มีใบอนุญาตที่ตรงกับประเภทธุรกิจ และมีช่องทางชำระเงินที่ชัดเจน หากแพลตฟอร์มอ้างชื่อธนาคาร แต่ให้โอนเงินเข้าบัญชีที่ไม่ตรงกับนิติบุคคล หรือให้ติดต่อผ่านไลน์ส่วนตัว นั่นคือสัญญาณอันตราย
ก.ล.ต. เคยเตือนใน Thai ScamCenter ว่า กลโกงลงทุนออนไลน์มักใช้ข้อเสนอผลตอบแทนสูง เร่งให้ตัดสินใจ อ้างหน่วยงานรัฐหรือองค์กรใหญ่ และอาจใช้ชื่อหรือโลโก้ให้คล้ายบริษัทที่ถูกกำกับดูแลจริง เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ
สถิติออนไลน์ยังน่าห่วง
ACSC เปิดเผยสถิติช่วงวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 4 กรกฎาคม 2569 ว่า มีคดีที่รับแจ้งผ่าน Thaipoliceonline จำนวน 5,588 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 207,728,124 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงวันที่ 21 ถึง 27 มิถุนายน 2569 จำนวน 496 คดี และมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 47.5 ล้านบาท
ในเชิงจำนวนคดี การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการยังพบมากที่สุด 4,400 คดี คิดเป็น 78.7% ของคดีทั้งหมด แต่กลุ่มที่สร้างความเสียหายทางการเงินสูงสุดคือการหลอกลวงโดยแอบอ้างบุคคลอื่น มูลค่าความเสียหาย 71.75 ล้านบาท
ตัวเลขนี้บอกชัดว่า ภัยออนไลน์ไม่ได้มีแค่คดีที่เกิดบ่อย แต่คดีที่แอบอ้างองค์กรหรือบุคคลน่าเชื่อถือสามารถสร้างความเสียหายต่อรายได้รุนแรงกว่า
นักลงทุนไทยต้องเช็กก่อนโอน
สำหรับคนที่สนใจทองคำ หุ้น คริปโต หรือ forex สิ่งที่ต้องทำก่อนลงทุนคือแยกให้ออกระหว่าง “ชื่อที่ถูกอ้าง” กับ “ผู้ให้บริการตัวจริง” เพราะมิจฉาชีพมักไม่ได้สร้างแบรนด์ใหม่ แต่ใช้แบรนด์ที่คนรู้จักอยู่แล้วเป็นหน้ากาก
อย่าเชื่อเพียงเพราะเว็บไซต์มีโลโก้ธนาคาร อย่าโอนเงินตามคำแนะนำของคนในแชท และอย่าตัดสินใจเพราะเห็นยอดกำไรในระบบ หากถอนเงินไม่ได้ตั้งแต่ครั้งแรก ควรหยุดทันที ไม่ควรโอนเพิ่มเพื่อหวังปลดล็อกบัญชี
นักลงทุนควรตรวจสอบผ่านช่องทางทางการของบริษัทหรือหน่วยงานกำกับ เช่น SEC Check First ของ ก.ล.ต. และหากเสียหายควรรีบติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชี แจ้งสายด่วน 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ผ่าน Thaipoliceonline พร้อมเก็บหลักฐานแชท สลิปโอนเงิน ชื่อเว็บไซต์ และบัญชีปลายทาง
บทเรียนราคาแพงกว่า 2 ล้าน
คดีนี้ไม่ได้เตือนแค่เรื่องทองคำ แต่เตือนเรื่องความไว้ใจบนโลกออนไลน์ เมื่อเว็บไซต์ดูเหมือนจริง คนคุยพูดเหมือนผู้เชี่ยวชาญ และตัวเลขกำไรขึ้นบนหน้าจอ เหยื่อจำนวนมากอาจลืมถามคำถามพื้นฐานว่า เงินกำลังถูกส่งไปหาใคร
สำหรับนักลงทุนไทย คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือ ถ้าโอนเงินแล้วถอนกลับไม่ได้ อย่าโอนเพิ่ม และถ้าแพลตฟอร์มต้องอ้างชื่อธนาคารเพื่อให้เชื่อ แต่ตรวจสอบช่องทางทางการไม่ได้ ควรถอยออกมาก่อนเงินก้อนต่อไปจะหายไปด้วย
eightcap
TMGM
AVATRADE
HFM
Exness
IC Markets Global
eightcap
TMGM
AVATRADE
HFM
Exness
IC Markets Global
eightcap
TMGM
AVATRADE
HFM
Exness
IC Markets Global
eightcap
TMGM
AVATRADE
HFM
Exness
IC Markets Global